บทที่ 6 รอยร้าวที่มองไม่เห็น
หลังจากวันนั้น เตมินทร์ก็ทำตามที่ตัวเองพูดไว้จริง ๆ
ไม่ว่าใครจะเข้ามาทักทิชา หรือแม้แต่เพื่อนผู้ชายในวัยเดียวกันที่เริ่มเข้ามาคุยกับเธอบ่อยขึ้น เตมินทร์ก็มักจะหาเหตุผลบางอย่างมาขัดอยู่เสมอ บางครั้งก็เดินไปรับเธอถึงหน้าอาคารเรียน และบางครั้งแค่เห็นเด็กผู้ชายคนไหนยืนคุยกับทิชานานเกินไป เขาก็จะเดินเข้าไปยืนข้างเธอเฉย ๆ
จนทิชาเริ่มสงสัย
“พี่มินทร์ ช่วงนี้พี่เป็นอะไรหรือเปล่า?”
“เป็นอะไร?”
“ก็ช่วงนี้พี่มินทร์มารับชาบ่อยนะคะ”
“เมื่อก่อนก็รับ”
“แต่เมื่อก่อนไม่ได้มาทุกวันนี่”
เตมินทร์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบหน้าตาย
“ก็พี่ว่าง”
“ว่างทุกวันเลยเหรอ?”
“อือ”
“แปลกจัง หรือพี่จะเเอบชอบเพื่อนชา”
“จะบ้าเหรอชา พี่ไม่ได้ชอบใคร”
"จริงอ่ะ"
"อือ เลิกถามพี่ได้เเล้ว"
ทิชาหัวเราะ ก่อนจะเดินตามเขากลับบ้านเหมือนทุกวัน
สำหรับเธอ ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม มีเพียงเตมินทร์เท่านั้นที่รู้สึกว่า ช่วงนี้เขาต้องคอยระวังอะไรบางอย่างมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น ชีวิตของพวกเขาก็ยังดำเนินไปตามปกติ โรงเรียน การบ้าน ฟุตบอล เพื่อน และทางกลับบ้านเส้นเดิมที่มีใครบางคนเดินอยู่ข้าง ๆ กันเสมอ
เย็นวันหนึ่ง เตมินทร์กลับมาถึงบ้านตามเวลาปกติ ทันทีที่เดินเข้ามาในบ้าน เขาก็สังเกตเห็นรถของผู้เป็นพ่อจอดอยู่หน้าบ้าน
เด็กหนุ่มชะงักเล็กน้อย
วันนี้พ่อกลับเร็วแฮะ เพราะปกติพ่อมักกลับบ้านเป็นคนสุดท้ายเสมอ หลังจากที่เขากลับมาแล้วหลายชั่วโมง
“กลับมาแล้วเหรอลูก” เสียงแม่ดังออกมาจากในครัว
“ครับแม่”
เตมินทร์ถอดรองเท้าแล้วเดินเข้าไปในห้องรับแขก ก่อนจะเห็นผู้เป็นพ่อนั่งอยู่บนโซฟา สีหน้าเคร่งขรึมผิดปกติ
“วันนี้พ่อกลับบ้านเร็วนะครับ”
ผู้เป็นพ่อเงยหน้าขึ้นมอง
“อือ”
พ่อรับคำสั้นๆ ก่อนมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจู่ๆ ก็ถามขึ้น
“ปกติแกกลับบ้านช้าแบบนี้ทุกวันงั้นหรอ”
เตมินทร์ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ผมกลับเวลาปกติแบบนี้ทุกวันอยู่แล้วครับ”
“ทุกวัน?”
“ครับ ผมเลิกเรียนประมาณสี่โมงครึ่ง”
พ่อพยักหน้าเบา ๆ ก่อนเบือนหน้ากลับไปทางอื่น
“ไปทำการบ้านได้แล้ว”
“ครับ”
เตมินทร์ไม่ได้คิดอะไรต่อ เขาเดินขึ้นบันไดไปยังห้องของตัวเองตามปกติแต่เมื่อประตูห้องปิดลง เสียงพูดคุยเบาๆ จากชั้นล่างกลับดังลอดขึ้นมา เขาไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง เพียงแต่เสียงของพ่อกับแม่ดังขึ้นเรื่อยๆ
“ผมถามคุณกี่ครั้งแล้ว?” เสียงของพ่อแข็งกว่าปกติ
เตมินทร์หยุดมือที่กำลังจะเปิดกระเป๋า
“ฉันก็บอกไปแล้วว่าไม่มีอะไร” เสียงแม่เบามาก
“ไม่มีอะไรแล้วทำไมต้องปิดบัง?”
“ฉันไม่ได้ปิดบัง”
“แล้ววันนี้คุณไปไหนมา?”
เตมินทร์ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูห้อง เขาไม่เคยได้ยินพ่อพูดกับแม่ด้วยน้ำเสียงแบบนี้มาก่อน
“ฉันก็มีธุระของฉันบ้างไม่ได้หรือไง” แม่ตอบกลับ
น้ำเสียงไม่ได้ดัง แต่กลับมีบางอย่างที่ทำให้เตมินทร์รู้สึกแปลก ๆ
“ธุระอะไรถึงกลับช้ากว่าปกติ?”
“ฉันบอกแล้วไงว่าไม่มีอะไร”
“ถ้าไม่มีอะไร แล้วทำไมคุณถึงไม่ยอมบอกผม”
ไม่มีคำตอบ ก่อนที่เสียงแม่จะดังขึ้นอีกครั้ง
“ไว้ค่อยคุยกันเถอะ ลูกอยู่ข้างบน”
บทสนทนาหยุดลงทันที
พ่อกับแม่ทะเลาะกันเหรอ? เขาพยายามคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แต่สุดท้ายก็คิดว่า ผู้ใหญ่ก็คงมีเรื่องของผู้ใหญ่ จากนั้นบ้านทั้งหลังก็กลับมาเงียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
คืนนั้น เตมินทร์ไม่ได้ถามแม่ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น
และเขาไม่รู้เลยว่า...นั่นไม่ใช่ครั้งแรก
มีอยู่คืนหนึ่ง เตมินทร์ตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะจะไปเข้าห้องน้ำ เมื่อประตูออกไปเขาเห็นแม่นั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟา ไฟห้องรับแขกไม่ได้เปิด มีเพียงแสงจากมือถือที่ส่องหน้าเธอในความมืด
พักหลัง โต๊ะกินอาหารเช้าที่เคยมีสามที่ กลับเหลือเพียงสองที่อยู่บ่อยครั้ง ไม่มีใครพูดถึงเก้าอี้ตัวที่ว่าง ความเงียบแบบนี้เกิดขึ้นอีกหลายครั้งโดยไม่มีใครพูดถึง บางครั้งทั้งสามคนกินข้าวด้วยกัน แต่แทบไม่มีใครพูดอะไร บรรยากาศบนโต๊ะอาหารที่เคยมีเสียงพูดคุย กลับเหลือเพียงเสียงช้อนกระทบจาน
เตมินทร์เริ่มสังเกตเห็นว่าช่วงนี้พ่อกับแม่แทบจะไม่ค่อยคุยกันเลย และทุกครั้งที่เขาถามว่าเกิดอะไรขึ้น แม่มักจะยิ้มแล้วตอบเหมือนเดิม
“ไม่มีอะไรหรอกลูก”
คำว่า “ไม่มีอะไร” จึงกลายเป็นคำตอบที่เตมินทร์ได้ยินบ่อยที่สุดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
เย็นวันหนึ่ง ขณะที่เตมินทร์กำลังนั่งทำการบ้านอยู่หน้าบ้าน ทิชาก็เดินข้ามถนนมาหาเหมือนทุกวัน
“พี่มินทร์”
“หือ?”
“วันนี้ไปซื้อไอติมกันไหม?”
เตมินทร์เงยหน้าจากหนังสือ
“เอาสิ”
เด็กหญิงยิ้มกว้าง แต่ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะลุกขึ้น เสียงประตูบ้านของมินทร์ก็ดังขึ้น ก่อนที่แม่ของเขาเดินออกมา
“มินทร์”
“ครับ”
“แม่ออกไปซื้อของแป๊ปนึงนะลูก”
“ได้ครับ”
ทิชามองแม่ของเตมินทร์ ก่อนจะยิ้มให้
“ให้ผมกับชาไปด้วยได้หรือเปล่าครับ ชาเองก็อยากกินไอติมพอดี”
ผู้เป็นแม่ชะงักไปเล็กน้อย
“อยากกินรสอะไรล่ะ เดี๋ยวน้าซื้อกลับมาฝาก”
“รสช็อคโกแลตค่ะคุณน้า”
“ได้เลยจ๊ะชา แล้วมินทร์ล่ะเอาด้วยไหมลูก”
“ไม่ดีกว่าครับแม่”
“งั้นลูกอยู่บ้านกับน้องชาไปก่อนนะ”
“ครับ”
เตมินทร์มองแม่เดินออกจากบ้านไป จนกระทั่งร่างของเธอลับไปตรงหัวมุมถนน
ทิชาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หันมามองเขา
“พี่มินทร์”
“หือ?”
“คุณน้าดูแปลก ๆ”
เตมินทร์หันไปมองเธอ
“แปลกยังไง?”
“ไม่รู้สิ” ทิชาส่ายหน้า “เหมือนกำลังจะร้องไห้เลย”
เตมินทร์เงียบ สายตายังคงจับจ้องไปยังถนนที่แม่เพิ่งเดินจากไป
เขาไม่รู้ว่าทิชาพูดถูกหรือเปล่า แต่ช่วงนี้เขาเองก็รู้สึกว่าที่บ้าน เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังเปลี่ยนไป
